Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

Live : เจ้าฟ้ากุ้ง!! ลอบเป็นชู้ กับเจ้าฟ้าสังวาลย์ จริงหรือ?!!

ArjanPong | 16-02-2561 | เปิดดู 855 | ความคิดเห็น 0

 

"อย่าพรากเราจากกัน!!.."

คำขอก่อนตายของ เจ้าฟ้ากุ้ง เจ้าฟ้าสังวาล!!
www.arjanpong.com
#เจ้าฟ้ากุ้ง #เจ้าฟ้าสังวาลย์ #อยุธยา #พลังภูผา

 

   

 

จดหมายส่วนตัว 
เรื่องในเอกสาร VOC ที่เกี่ยวกับเจ้าฟ้ากุ้ง

ข้อมูลจาก 
เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ( Algemeen Riyksarchief ) ณ กรุงเฮก เลขที่ VOC 2883, หน้า ๑–๓๒ เป็นจดหมายจากนาย Nicolaas Bang พ่อค้าใหญ่ของ VOC ประจำกรุงศรีอยุธยา ถึงข้าหลวงใหญ่ MOSSCL ณ กรุงปัตตาเวีย เขียนที่กรุงศรีอยุธยา ลงวันที่ ๘ มกราคม ๑๗๘๕

 

๑. เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๕๖ เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในราชสำนักไทย

 

๒. เป็นเวลาราวๆ 1 ปีที่ "Kpoomprincs" ( มกุฎราชกุมาร / อุปราช ) ประชวรด้วยโรค Morbus Gallicus กามโรคชนิดหนึ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "French Pox" เลยเข้าวังหลวงไม่ได้ทรงประทับอยู่แต่ในวังของพระองค์เอง ( วังหน้า )

 

๓. ในช่วงที่ทรงพระประชวร พระมหาอุปราชทรงสั่งลงโทษข้าหลวง ( แม้ข้าหลวงที่สำคัญ ) อย่างรุนแรง นอกจากนั้นแล้วยังทรงวิวาทกับพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษอีกพระองค์หนึ่ง Tjauw Sakew ( ถอดเสียงออกเป็น "เจ้าสระแก้ว" น่าที่จะหมายถึง กรมหมื่นสุนทรเทพ ซึ่ง พระราชพงศาวดารว่าทรงประทับอยู่ ณ พระตำหนักสระแก้ว ) เจ้าฟ้ากุ้งได้สั่งให้ลูกน้องไปล้อมที่ประทับของ "Tjauw Sakew" แต่กรมหมื่นสุนทรเทพพร้อมบรรดาพระราชโอรสของพระองค์ทรงสามารถหลบหนีไปได้ แล้วเข้าไปที่พระราชวังหลวง เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษและกราบบังคมทูลเรื่องราวทั้งหมด

 

๔. เมื่อพระมหาอุปราชทรงทราบว่า "Tjauw Sakew" หนีเข้าไปในพระราชวังหลวงแล้ว ก็ทรงนำบริวารบุกไปถึงพระทวารพระบรมหาราชวัง โดยตั้งพระทัยจะจับตัว "Tjauw Sakew" มาฆ่าเสีย แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษได้ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้ปิดพระทวารพระบรมหาราชวังเสีย ไม่ให้ผู้ใดล่วงเข้าไปทั้งสิ้น ( ถ้าไม่ได้รับพระราชานุญาติจากพระองค์ ) พระมหาอุปราชเลยต้องเสด็จกลับไปยังวังหน้าของพระองค์

 

๕. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงออกพระโอษฐ์เรียกพระมหาอุปราชเข้าเฝ้า ทีแรกนั้นพระมหาอุปราชหายอมไม่ แต่ในที่สุดพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงขู่ว่า ถ้าไม่มาเข้าเฝ้าแล้วไซร้พระองค์จะทรงมาจับตัวไปเอง เจ้าฟ้ากุ้งจึงทรงยอมเข้าไปในพระบรมหาราชวัง พระมหาอุปราชทรงนำอาวุธ ( ดาบ ) ติดพระองค์ไปด้วย พร้อมทั้งบริวารก็ถืออาวุธจำนวนหนึ่ง ทรงเดินถือดาบเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง ( แต่บริวารของพระองค์ไม่สามารถเข้าไปได้ ) แต่ในที่สุดก็ทรงยอมยื่นดาบให้ "เจ้านายพระองค์หนึ่ง" ( ไม่กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี หรือไม่ก็ กรมหมื่นเทพพิพิธ ) ก่อนเข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงตรัสถามพระมหาอุปราชเรื่องการถืออาวุธเข้ามาในวังเพื่อที่จะฆ่า "Tjauw Sakew" แต่พระมหาอุปราชไม่ทรงตอบคำถามดังกล่าว

 

๖. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงให้จับตัวพระมหาอุปราชไว้และล่ามโซ่ทั้งที่มือและเท้า ( การจองจำห้าประการ ) ทรงห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปหาถ้าไม่ได้รับพระราชานุญาติจากพระองค์ ให้เจ้าองค์หนึ่ง ( ไม่กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี หรือไม่ก็ กรมหมื่นเทพพิพธ ) ขุนนาง ๒ คน คอยเฝ้าคุมอยู่ระหว่างที่เสวยพระกระยาหาร เนื่องจากพระมหาอุปราชไม่อยากเสวยพระกระยาหารนัก พระองค์จึงทรงเสวยได้น้อยมากในเวลา ๓ วัน ที่พระมหาอุปราชติดคุกอยู่ก้ได้มีคนนำเอาเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับพระมหาอุปราชมากราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษหลายเรื่อง

 

๗. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ "Tjauw Sakew" กับ "Tjauw Cromme Kiesa Poon" ( กรมหมื่นจิตรสุนทร ) พร้อมทั้งเจ้าพระยาจักรี , เจ้าพระยาพระคลัง เป็นผู้สอบสวนพระมหาอุปราช แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรเลย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงลงพระอาญาให้โบยพระมหาอุปราช ๒๐ ที แต่ก็ไม่ได้ผล หลังจากนั้นพระมหาอุปราชทรงถูกโบยอีก ๒๐ ที และให้เผา “ ปลายพระบาท “ อีกด้วย ( นาบพระบาท ) ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้ผลนัก จึงมีพระราชดำรัสให้จับข้าหลวงสำคัญๆของพระมหาอุปราชเข้าคุกให้หมด เพื่อสอบสวนความต่างๆ ซึ่งได้มีการทรมานเฆี่ยนตีข้าหลวงเหล่านี้

 

๘. ได้ความว่า พระมหาอุปราชได้ทรงสั่งให้ทำกุญแจไขเข้าไปในพระบรมหาราชวัง ( ฝ่ายใน ) เพื่อที่จะได้ทรงเข้าไปหาพระมเหสีและพระสนมของของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษได้ในตอนกลางคืน นอกจากนั้นแล้วยังได้ความอีกว่า พระมหาอุปราชทรงรับสั่งให้ข้าหลวงซื้ออาวุธปืนไฟ ( ปืนยาว ) และดาบมาเก็บไว้

 

๙. และยังมีการกล่าหาพระมหาอุปราชอีกด้วยว่า ทรงรับสั่งให้ประหารชีวิตพระสงฆ์และคนอื่นๆอีกหลายคน ทรงรับสั่งให้ตัดมือตัดนิ้วมือของคนจำนวนหนึ่ง

 

๑๐. พอเจ้านาย ๒ องค์ เสนาบดี ๒ คนนี้ ( ดูข้อ ๗ ) รายงานเรื่องราวต่างๆนี้กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ

 

๑๑. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงรับสั่งให้นำตัวเจ้าหญิงทั้ง ๔ องค์ ( Devier Princersen ) เข้ามาสอบสวน ที่แรกต่งทรงปฏิเสธ แต่เมื่อทรงถูกขู่มากๆเข้าก็ทรงยอมรับว่า พระมหาอุปราชมีแผนการที่จะลอบปลงพระชนม์ ( เวลาที่พระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเข้ามาหาพระมเหสี / พระสนม ) เพื่อที่จะได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ด้วยความร่วมมือของ เจ้านาย ( เจ้าฟ้าเอกทัศน์ ) และขุนนางจำนวนหนึ่ง พร้อมทั้งบริวารของพระมหาอุปราชเอง ซึ่งมีอาวุธพร้อมอยู่แล้วที่จะเข้ามายึดพระบรมหาราชวัง

 

๑๒. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษทรงตกพระทัยมาก พอได้ยินเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระมหาอุปราช จึงทรงมีรับสั่งให้เฆี่ยนตีพระมหาอุปราชอีก ๕๐ ที และให้เอาเหล็กร้อนๆมาจ่อที่หน้าผาก แขน และขา

 

๑๓. ส่วนพระมเหสีและพระสนมทั้งสี่องค์นั้นทรงถูกเฆี่ยนตีองค์ละ ๕๐ ที จนสิ้นพระชนม์ทั้งหมด บริวารของพระมหาอุปราชต่างถูกโบยทั้งสิ้นและมีที่เสียชีวิต ๒ ราย

 

๑๔. เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๑๗๕๖ พวกชาวฮอลันดาได้ข่าวว่า "พระมหาอุปราชทรงสิ้นพระชนม์แล้ว" พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้โบยพระมหาอุปราชอีก ๕๐ ที มีการซักถามพระมหาอุปราชอีกด้วยว่า ทรงรับสั่งให้ทำกุญแจเข้าไปในพระบรมหาราชวังเพื่อการอันใด ทรงตอบว่าเพื่อที่จะได้เข้าไปหา ( เป็นชู้ ) พระมเหสีและพระสนมถึง ๔ องค์ด้วยกัน

เจ้าฟ้าสังวาลนั้น ให้เฆี่ยนยกหนึ่ง ๓๐ ที อยู่ ๓ วันก็ถึงแก่พิราลัย กรมพระราชวังนั้น เฆี่ยนอีก ๔ ยกเป็น ๑๘๐ ก็ดับสูญสิ้นพระชนม์ จึงให้นำเอาศพไป ณ.วัดชัยวัฒนารามทั้งสององค์"

 

จากหลักฐานของฮอลันดา นอกจากเรื่องชู้แล้ว ก็ยังสะท้อนภาพการแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายระหว่างฝั่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลกับเจ้าสามกรมเหมือนกับพงศาวดาร แต่สิ่งที่มีมากกว่าพงศาวดารคือ การระบุความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกับตัวกรมพระราชวังบวร ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าถูกหวาดระแวงหวาดระแวงว่าจะชิงราชสมบัติ จนเป็นเหตุให้ถูกลงโทษ เรื่องคบชู้ซึ่งเป็นประเด็นหลักตามพงศาวดารจึงดูจะกลายเป็นแค่ปัจจัยเสริมในหลักฐานร่วมสมัยเท่านั้น.....

 

Credit : http://www.reurnthai.com/index.php?topic=6388.0

 

 

 

ความคิดเห็น

วันที่: 29-11-2020

แสดงความคิดเห็น
All Comments: 0 Pages: 1/0

 <iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/_jUHKM1YHcc" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>